แผนรักทวงคืนแค้น ตอนที่ 5

Reader Settings

Size :
A-16A+

ตอนที่ 5 แม่ผัวใจยักษ์

แผนรักทวงคืนแค้น ตอนที่5 

ตอน แม่ผัวใจยักษ์ 

โดย : ณัฏฐ์ชวัญช์ 

 

เตียงนอนของวันจักร์แคบลงไปถนัดตาเมื่อมีปัณมานอนข้างๆ … 

วันจักร์ไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือไม่ที่ให้ปัณมานอนค้างบ้านตนแทนที่จะให้กลับบ้านของตัวเองไป แต่ทว่าตอนที่ตัดสินใจนั้นมันเป็นตอนที่วันจักร์เพิ่งได้รับฟังความทุกข์ใจของเพื่อนร่วมชั้นว่ารู้สึกเจ็บปวดและอึดอัดเพียงใดกับสถานการณ์ระหว่างสองครอบครัวในตอนนี้ ซ้ำยังทะเลาะกับแม่เสียใหญ่โต 

มันก็สาแก่ใจของวันจักร์ดีอยู่หรอกที่ได้รู้ว่าคนในครอบครัวของนางศรีเริ่มแตกคอกันแล้ว แต่เมื่อเห็นปัณผู้ที่ปกติจะร่าเริงแจ่มใสดูเศร้าสร้อย ใบหน้าอมทุกข์เหมือนแบกโลกทั้งใบไว้บนหลัง มันก็ทำให้วันจักร์ไม่สบายใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น นั่นจึงทำให้เมื่อรู้ว่าปัณไม่อยากกลับบ้าน วันจักร์จึงเสนอให้มานอนที่บ้านด้วยใจหนึ่งอยากจะให้ที่พึ่งพิง อีกใจหนึ่งก็อยากให้นางศรีกระวนกระวายที่ลูกชายหายไปทั้งคืน จนลืมคิดว่าไปเตียงนอนขนาด 3.5 ฟุตของเขานั้นไม่ได้กว้างพอให้ผู้ชายตัวโตอีกคนมานอนได้อย่างสบาย 

หลังจากอาบน้ำเสร็จ วันจักร์ก็ให้ปัณใส่ชุดนอนของเขาแก้ขัดไปก่อน ซึ่งนั่นทำให้เขาถึงกับหัวเราะท้องแข็ง เพราะร่างกายที่สูงใหญ่กำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแบบนักกีฬาเมื่อมาอยู่ในชุดนอนผ้าซาตินสีเขียวมรกตไซส์เอสของเขา ที่เล็กกว่าตัวของปัณไปหนึ่งไซส์ ก็ทำให้ชายหนุ่มดูเหมือนข้าวต้มมัดของอุ๊ยคำที่ขายอยู่ในตลาดเช้ามากเลยทีเดียว 

ทั้งสองตกลงกันว่าปัณจะนอนฝั่งด้านในที่ติดกับผนังห้อง ส่วนวันจักร์จะนอนอยู่ฝั่งด้านนอกเพราะเขามักชอบตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก เมื่อตกลงกันได้วันจักร์ก็เดินไปปิดไฟก่อนจะกลับมานอนประจำที่ แต่เนื่องจากปัณเป็นคนตัวใหญ่จึงทำให้พื้นที่เตียงฝั่งของวันจักร์นั้นเล็กจนเกือบจะตกเตียง 

“มึงขยับเข้าไปอีกหน่อยได้ไหม กูจะตกเตียง” วันจักร์ถามอย่างหงุดหงิด 

“มึงก็ขยับเข้ามาสิ ตรงนี้เหลือที่ตั้งครึ่งหนึ่ง” ปัณพูดพร้อมตบพื้นที่ว่างระหว่างตัวเขากับวันจักร์ 

“กูไม่อยากนอนเบียดกับมึง กูอึดอัด” 

“ขยับมาเถอะน่า” 

ว่าแล้วปัณก็ใช้วงแขนอันแข็งแรงของเขาโอบร่างของวันจักร์ให้ขยับเข้ามาใกล้จนใบหน้าของทั้งคู่นั้นห่างกันเพียงคืบเดียว 

เมื่อวันจักร์ได้สบสายตากับปัณ พลันหัวใจของวันจักร์ก็ใจเต้นถี่ขึ้นมา รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวเลือดกายสูบฉีด แต่กลับไม่เหลือเรี่ยวแรงในการดิ้นรนขัดขืน 

“แค่นี้ก็ไม่ตกเตียงแล้ว” 

พูดจบปัณก็คลายวงแขนออกจากเอวของวันจักร์ ใจจริงเขาก็อยากจะโอบร่างของวันจักร์ให้ได้นานกว่านี้ แต่ก็กลัวว่าเจ้าของเตียงนั้นจะรู้สึกถึงความผิดปกติ เพราะที่เขาทำนั้นก็ถือว่าล้ำเส้นของคำว่าเพื่อนร่วมชั้นไปมากแล้ว 

หลังจากคลายวงแขนออก…ปัณก็พลิกตัวนอนหงายแล้วเอาแขนก่ายหน้าผาก ในขณะที่วันจักร์รีบพลิกตัวหันหลังให้เขาในทันที 

“ไอ้วัน มึงว่าครอบครัวเราสองคนจะดีกันได้ไหมวะ?” 

ปัณถามขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดที่เกิดขึ้นอยู่พักหนึ่งหลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ก่อนที่เขาจะลอบหายใจออกมาอย่างหนักใจ มันเป็นสิ่งที่เขาหวังมาตลอด เพราะนอกจากสังคมที่ไม่ได้เปิดกว้างแล้ว ความเกลียดชังของแม่ที่มีต่อครอบครัวนี้ก็ทำให้ความหวังที่จะสมหวังในรักนั้นริบหรี่ลงไปทุกที 

“ไม่มีทาง ตราบใดที่แม่มึงยังเป็นว้ออยู่แบบนี้” (ว้อ เป็นคำที่เอาไว้ใช้เรียกสุนัขบ้าในภาษาเหนือ) 

“ไอ้วัน…นั่นแม่กูนะ” ปัณปรามน้ำเสียงเคือง 

แม้จะรู้ว่านางศรีแม่ของตนเป็นคนแบบไหนและรู้ว่าวันจักร์ชิงชังแม่ของตนเพียงใด แต่ถึงอย่างไรเสียแม่ก็คือแม่ เมื่อได้ยินใครพูดถึงแม่เช่นนี้ในฐานะลูกชายก็ต้องมีขุ่นเคืองเป็นธรรมดา นั่นทำให้วันจักร์ที่เพิ่งรู้ตัวว่าหลุดพูดคำพูดไม่ดีถึงแม่ของอีกฝ่ายก็ถึงกับหน้าจ๋อยทันที จริงๆ เขาไม่ได้รู้สึกผิดกับนางศรีหรอก ให้ด่าหยาบกว่านี้ก็ทำได้ แต่เขารู้สึกผิดกับปัณมากกว่า 

“แล้วถ้าครอบครัวเราไม่ได้ผิดใจกันแบบทุกวันนี้ มึงคิดว่าเราจะเป็นเพื่อนสนิทกันได้ไหมวะ?” 

นั่นสิ…วันจักร์ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน เขาไม่เคยจินตนาการถึงความปรองดองของสองครอบครัวมาก่อน เพราะมันเป็นไปไม่ได้และมันไม่มีทางเกิดขึ้น 

นั่นจึงทำให้วันจักร์ไม่เคยมองปัณว่าเป็นเพื่อนได้จริงๆ สักครั้งมาแต่ไหนแต่ไร จนถึงตอนนี้ก็ยังเรียกเพื่อนได้ไม่เต็มปาก แต่จะบอกว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมชั้นทั่วไปความรู้สึกของวันจักร์ในตอนนี้ก็บอกว่ามันพิเศษกว่านั้น หรือจะอยู่ในฐานะศัตรูเพราะบ้านไม่ถูกกันวันจักร์ก็ไม่ได้รู้สึกเกลียดชังปัณเลยแม้แต่น้อย 

ถ้าอย่างนั้น…ตอนนี้สถานะของปัณในชีวิตของวันจักร์คืออะไรกันนะ 

เมื่อยังหาสถานะให้กับคนที่นอนอยู่ข้างตัวไม่ได้ การจะคาดเดาสิ่งที่ปัณถามก็ยากตามไปด้วยเช่นกัน 

“นอนเถอะ…กูง่วงแล้ว” 

วันจักร์ตัดบท พยายามข่มตานอนทั้งที่ในหัวยังคงคิดถึงคำถามของปัณ ‘ถ้าบ้านเราไม่ได้ทะเลาะกัน เราจะเป็นเพื่อนสนิทกันได้ไหม?’ 

*********** 

เสียงโขลกน้ำพริกข้าวซอยไก่จากห้องครัวชั้นล่างปลุกวันจักร์ให้ตื่นจากการหลับใหล…โดยปกติแล้วในทุกเช้าเขาจะลงไปช่วยสายใจและลูกจ้างในร้านถูกพื้น จัดโต๊ะ และยกหม้อสองหูไซส์งานวัดที่มีน้ำเงี้ยวอยู่เกือบปริ่มหม้อขึ้นตั้งบนเตาแก๊สให้ทันตั้งขายตอน 7 โมงเช้า 

มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาเพราะแม่นั้นอยากให้เขานอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและตั้งใจเรียนเพียงอย่างเดียว แม่จึงไม่เคยปลุกเขาให้ลงไปช่วยงานตอนเช้าเลย จะมีมาเคาะประตูห้องเรียกให้ตื่นบ้างก็ในวันที่เขาตื่นสายกว่า 7 โมงครึ่ง แต่ถึงกระนั้นในฐานะลูกชายคนเดียว วันจักร์ก็อยากจะช่วยเหลือครอบครัวบ้าง แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี 

วันจักร์ลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงียพร้อมเหยียดแขนขาบิดไล่ความขี้เกียจอย่างเคยชิน ก่อนจะรู้สึกว่ามือข้างขวาของเขาโดนเข้ากับก้อนเนื้อที่กึ่งแข็งกึ่งนิ่มก้อนหนึ่ง พลันชายหนุ่มก็เบิกตาโพลงด้วยความประหลาดใจ แล้วหันไปมองยังมือเจ้ากรรมที่ตอนนี้กำลังกุมน้องชายของปัณที่ตื่นขึ้นมาเคารพธงชาติก่อนพี่ชายของมันเสียอีก วันจักร์จึงรีบดึงมือออกด้วยความตกใจ โชคดีที่ปัณยังไม่รู้สึกตัวมิเช่นนั้นเขาคงมองหน้าปัณไม่ติดเป็นแน่แม้มันจะเป็นอุบัติเหตุก็ตาม 

แม้จะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้ชายที่น้องชายจะตื่นก่อนพี่ชายในยามเช้าเสมอ เพราะเขาก็เป็น แต่การได้จับสิ่งนั้นของผู้ชายคนอื่นตอนที่มันแข็งตัวก็เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับวันจักร์ นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตกใจไม่น้อย แต่ทว่าในความตกใจมันก็มีความสงสัยใคร่รู้ตามประสาวัยรุ่นชายกลัดมัน 

‘ของปัณจะมีขนาดเท่าใดนะ สั้นหรือยาวเท่าไหร่ จะเล็กหรือใหญ่กว่าของเขากัน’ 

แต่แล้ววันจักร์ก็เอาจิตสำนึกมาควบคุมความอยากรู้ของตนเสีย ก่อนจะละสายตาจากกางเกงนอนที่ถูกสิ่งนั้นดันจนนูนขึ้นมา แล้วเงยหน้ามองปัณที่ยังคงนอนกรนอย่างแผ่วเบาอยู่ข้างกายเขา 

เมื่อได้มองพินิจ…คิ้วคมเข้มของปัณเรียงได้รูป ขนตาขณะนอนหลับนั้นงอนสวย จมูกไม่เตี้ยแต่ก็ไม่ได้โด่งจนเกินงาม ทำให้ใบหน้าของปัณนั้นคมคาย แม้จะหล่อสู้ป๋อผู้เป็นพี่ชายไม่ได้ แต่ปัณก็ถือว่าเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดีคนนึงเลยทีเดียว โดยเฉพาะริมฝีปากอวบอิ่มนั้น…เพียงแค่ได้มองมันใกล้ๆ วันจักร์ก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่าง ยิ่งมองก็ยิ่งเย้ายวนราวชวนให้เขาอยากจะลองลิ้มรสกลีบปากนั้นว่ามันจะมีรสชาติเป็นอย่างไร 

แต่แล้วอารมณ์ทั้งหมดก็ต้องกระเจิง เมื่อวันจักร์รู้ตัวว่าความรู้สึกเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้ชายด้วยกัน พอคิดได้เช่นนั้นเขาก็สะดุ้งสุดตัวรีบผละออกจากเพื่อนร่วมชั้นจนตัวเองหงายหลังตกเตียงไป เสียงดังโครมครามทำเอาปัณที่นอนหลับสบายตื่นขึ้นมาด้วยก่อนจะถามด้วยความแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทว่าวันจักร์ไม่ตอบซ้ำยังรีบไสส่งให้คนที่กำลังงุนงงกลับบ้านของตนไปเสีย ก่อนที่วันจักร์จะนั่งครุ่นคิดกับตัวเองว่าความรู้สึกที่เกิดเมื่อสักครู่นั้นคืออะไรกันแน่ 

 

ปัณกลับมาถึงบ้านตอน 7 โมงเช้าก็พบว่าบ้านนั้นเงียบเชียบ…เพราะเป็นเวลาที่พ่อกับแม่ต้องไปประจำการที่เขียงหมูแล้ว ส่วนแป้งน้องสาวเขาถ้าให้เดาล่ะก็คงจะยังไม่ตื่นเป็นแน่เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดเรียน 

ช่วงหลังมานี้เขาสังเกตว่าแป้งนั้นชอบตื่นสาย และหลังจากกลับมาจากโรงเรียนก็จะรีบตรงเข้าห้องทันที ถึงเวลาถูกเรียกลงมากินข้าวถึงจะลงมา กินเสร็จก็กลับขึ้นไปอยู่ในห้อง ปัณเคยถามน้องสาวอย่างจริงจังว่าเป็นอะไรหรือไม่ หรือเธอติดเกมส์อยู่หรือเปล่า แต่เธอก็ตอบเพียงว่าอ่านหนังสือ แม้เขาจะคิดว่าไม่น่าใช่แต่เขาก็ไม่อยากจะเซ้าซี้อะไรให้น้องสาวรำคาญใจ 

ปัณเดินเข้ามาบ้านหมายจะกลับขึ้นห้องไปนอนต่อ เพราะที่บ้านของวันจักร์นั้นเขาตื่นเต้นที่ได้นอนกับคนที่แอบรักจนนอนเกือบไม่หลับ แต่สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับเศษกระดาษที่ถูกวางไว้บนฝาชีที่ครอบอยู่บนโต๊ะกลางบ้าน เขาจึงเดินไปหยิบมันขึ้นและพบว่ามันเป็นลายมือของแม่ 

‘กลับบ้านมาแล้ว…กินข้าวนะลูก’ 

ชายหนุ่มวางกระดาษนั้นลงแล้วเปิดฝาชีออก เผยให้เห็นแกงฮังเลชามใหญ่วางอยู่ข้างกับแกงจอผักกาดหมูสามชั้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอาหารที่เขาชอบกิน 

พลันน้ำตาแห่งความรู้สึกผิดของปัณก็ไหลรินทันที ไม่ว่าเขากับนางศรีจะทะเลาะกันรุนแรงสักเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วแม่ก็ยังคงเป็นห่วงเขาเสมอ แม้แม่จะไม่ค่อยแสดงออกถึงความรักด้วยการกอดหรือการหอมแบบที่แม่คนอื่นทำ ซ้ำยังชอบด่าลูกผัวเป็นประจำ แต่ในทุกครั้งแม่จะทำอาหารที่คนๆ นั้นชอบเพื่อเป็นการไถ่โทษ 

ปัณเคยถามแม่ว่าทำไมแม่จึงไม่ชอบบอกรัก ไม่ชอบกอด และไม่ยอมขอโทษแม้แม่จะเป็นฝ่ายผิด แต่ก็ได้คำตอบเพียงว่าแม่ให้ความสำคัญที่กระทำไม่ใช่คำพูด คนเราต่อให้สรรหาคำพูดสวยงามหวานหูมาพูดใส่กันแค่ไหน แต่ถ้าไม่จริงใจมันก็เท่านั้น 

เมื่อรับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีของแม่ ความโกรธที่แบกไว้ในใจตั้งแต่เมื่อคืนก็พลันมลายหายสิ้น ชายหนุ่มปาดน้ำตาออก ก่อนจะรีบขึ้นห้องไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วช่วยพ่อกับแม่ขายของที่เขียงหมูอย่างที่ลูกคนหนึ่งควรต้องทำ 

 

หลังจากปิดเขียงหมูที่ตลาด นางศรีก็ปรึกษาปัณกับนายบุญตื่นถึงเรื่องของป๋อ เพราะคำพูดของวันจักร์ที่ร้านข้าวซอยทำให้นางกลัวว่าหากป๋อขาดเรียนไปนานๆ แล้วจะเรียนไม่จบ ม.6 คณะแพทย์ที่อุตส่าห์สอบติดได้ก็คงมีอันชวดกันไป แต่ถ้าจะพาตัวป๋อกลับมาเสียตอนนี้…นางก็กลัวว่าวิยะดาจะมายุ่มย่ามวุ่นวายกับลูกชายของนางอีก 

นายบุญตื่นจึงพยายามเกลี้ยกล่อมนางศรีอีกครั้งว่าอย่าขัดขวางความรักของลูกเลย ปล่อยให้ลูกได้มีความสุขกับผู้หญิงที่ลูกเลือกไม่ดีกว่าหรือ แต่นางทว่านางศรีก็สวนกลับว่าป๋อจะคว้าหมาที่ไหนมาเป็นเมียก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ลูกอีสายใจ ก่อนจะตัดสินใจว่าจะให้ป๋ออยู่กรุงเทพฯ ต่อสักพัก ส่วนเรื่องการเรียนนางจะไปเจรจากับครูใหญ่เอง 

********** 

“ไม่ได้ครับ จะให้ผมให้นายปิยะเรียนจบโดยที่ไม่ได้มาเข้าห้องสอบเหมือนนักเรียนคนอื่นเหรอ ตามระเบียบมันไม่ได้ครับ อีกอย่างผู้ปกครองคนอื่นจะมองผมเป็นคนยังไง?” 

ผู้อำนวยการโรงเรียนพูดเสียงหนักแน่นยืนยันอย่างชัดเจนให้กับนางศรีที่มาขอร้องถึงห้องทำงานได้เข้าใจ 

“ช่วยข้าเจ้าหน่อยนะเจ้า จะให้ข้าเจ้าทำยังไงข้าเจ้าก็ยอม” 

ว่าแล้วนางศรีก็วางซองสีขาวลงบนโต๊ะก่อนจะเลือนมันไปตรงหน้าผู้อำนวยการโรงเรียนพร้อมยิ้มหวานให้ ผู้อำนวยการมองปราดเดียวก็รู้ว่านางศรีจะทำอะไร และดูจากความหนาของซองแล้วนางศรีคงจ่ายหนักอยู่ไม่ใช่น้อย 

ผู้อำนวยการมองซองนั้นตาเป็นมัน แต่ก็ต้องตัดใจด้วยความเสียดายเมื่อคิดใคร่ครวญถึงความคุ้มเสียในหน้าที่การงานและข้อครหาที่จะตามมา ก่อนจะปฏิเสธอีกครั้งจนนางศรีถึงกับขุ่นเคือง นางจึงโวยวายใส่ผู้อำนวยการโรงเรียนเสียใหญ่โตอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม พร้อมลำเลิกบุญคุณที่บริจาคให้กับโรงเรียนมาก็มากแต่เมื่อยามนางเดือดร้อนโรงเรียนกลับไม่ช่วยเหลืออะไรเลย ก่อนจะสะบัดหน้าใส่แล้วเดินกระแทกส้นเดินออกจากห้องทำงานผู้อำนวยการโรงเรียนทันที 

นางคงไม่มีทางเลือกเสียแล้ว…อย่างไรเสียนางก็คงต้องพาป๋อกลับมาสอบ แม้จะกังวลว่าการกลับมาของป๋ออาจเป็นการเปิดช่องให้คนบ้านนู้นมายุ่งกับลูกชายของนาง 

********** 

ก่อนออกเดินทางไปกรุงเทพฯ นางศรีให้นายบุญยืนผู้เป็นสารถีขับไปส่งนางที่ร้านข้าวซอยน้ำเงี้ยวของนางสายใจ ในตอนแรกนายบุญตื่นจะไม่ยอมเพราะคิดว่าภรรยาของตนจะไปหาเรื่องคนบ้านนั้นอีก แต่นางศรีบอกว่านางไม่ได้จะไปหาเรื่อง นางจะไปเจรจาเรื่องของลูกชายนางกับลูกสาวของนางสายใจ เพราะนางไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายหลังจากที่นำตัวป๋อกลับมา จึงจะไปทำข้อตกลงกับวิยะดาไว้ก่อน 

เมื่อถึงร้านข้าวซอยน้ำเงี้ยว นางศรีก็อาศัยจังหวะที่ไม่มีลูกค้าในร้านเพราะไม่อยากเป็นขี้ปากของชาวบ้านรีบเดินจ้ำเข้าไปในร้านทันที วิยะดาที่กำลังเช็ดโต๊ะเห็นเข้าก็ทำหน้าราวกับเห็นผีส่วนนางสายใจซึ่งกำลังง่วนอยู่ที่หน้าหม้อน้ำข้าวซอยจึงเอ่ยทักทายเพราะคิดว่าเป็นลูกค้ามาทานอาหาร 

“เชิญเจ้า วันนี้กินอะไรดี? ข้าวซอยหรือว่าน้ำเงี้ยว” 

“กูไม่กินของมึงให้เป็นเสนียดปากกูหรอกอีสายใจ!” 

“ศรี…” นางสายใจอุทานด้วยความตกใจ 

“เออ! กูเอง!” 

“ถ้าเธอจะมาหาเรื่องเธอกลับไปเถอะ เราจะขายของ” นางสายใจตอบกลับเพราะไม่อยากมีเรื่อง 

“ไม่ต้องไล่กูไปแน่ ถ้ากูพูดธุระของกูจบ” 

นางศรีหันมองหน้าวิยะดาด้วยความชิงชัง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นแล้วพูดสิ่งที่เตรียมมา 

“วันนี้กูจะไปรับไอ้ป๋อกลับบ้าน” 

ได้ยินเพียงเท่านี้ หญิงสาวที่คิดถึงคนรักใจแทบขาดก็ถึงกับยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความดีใจ นางศรีที่เห็นดังนั้นจึงยิ้มเยาะใส่ก่อนจะพูดดักคอ 

“มึงไม่ต้องยิ้ม กูไม่ได้รับมันมาให้แต่งงานกับมึง กูจะให้มันมาสอบแล้วก็ผูกข้อมือกับน้องนิ่ม ลูกสาวพ่อกำนันก่อนที่มันจะไปเรียนหมอ” 

ตรงนี้…นางศรีโกหกคำโต เพราะนางไม่ได้จะให้ลูกชายผูกข้อมือกับลูกสาวกำนันจริงๆ แต่เป็นแผนของนางที่จะพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจว่านางกำลังหาผู้หญิงคนใหม่เข้ามาแทนที่วิยะดาเพื่อที่นางศรีจะได้พูดถึงความต้องการของนางจริงๆ 

แต่ใครจะไปคิดว่าวิยะดาจะโง่เสียยิ่งกว่าควาย เพราะเพียงแค่ฟังจบวิยะดาถึงกับตัวอ่อนเข่าทรุดแล้วร้องห่มร้องไห้ออกมาราวกับเป็นนางเอกเจ้าน้ำตาจนผู้เป็นแม่ต้องรีบเข้าไปประคองให้นั่งลง แต่นางศรีก็หาได้สงสารไม่ นางเหยียดยิ้มมองสภาพของหญิงสาวด้วยความสะใจ 

“ยังไงเรื่องของมึงกับไอ้ป๋อก็เป็นไปไม่ได้หรอก แต่จะให้กูพูดห้ามเฉยๆ ก็จะหาว่ากูใจดำ มึงเอาเงินนี่ไปแล้วเอาเด็กออกซะ” 

นางศรีพูดจบนางสีก็ตบซองขาวที่ใส่เงินไว้จำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะอย่างแรง 

นี่คือจุดประสงค์แท้จริงที่นางมาหาวิยะดาวันนี้ นางไม่อยากให้ลูกของวิยะดาเกิดมาสร้างพันธะผูกพันระหว่างสองครอบครัว แค่อยู่ในละแวกเดียวกันนางยังพอทนแต่ถ้าให้เกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกันกับนางสายใจ หัวเด็ดตีนขาดนางก็ไม่เอา ให้นางตายเสียยังดีกว่าต้องดองกัน 

แต่นางจะไม่ยอมตายตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นความฉิบหายของครอบครัวนางสายใจ ดังนั้นคนที่ต้องตายก็คือไอ้มารหัวขนในท้อง หากไม่มีเด็กออกมาสักคนวิยะดามันจะมีปัญญาอะไรมาผูกมัดลูกชายนางได้อีก แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าการสั่งให้คนไปทำแท้งนั้นมันเป็นบาปมหันต์ไม่ต่างกัน แต่จะให้นางทำอย่างไรในเมื่อความชิงชังในใจมันมากมายเกินกว่าจะมานั่งกลัวบาปกลัวกรรม 

นางสายใจที่นั่งปลอบลูกอยู่ได้ยินนางศรีพูดเช่นนั้นก็ลุกขึ้นพรวดด้วยความโมโหที่ถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรี 

“มันจะมากเกินไปแล้วนะ! นี่มันก็หลานเธอเหมือนกันนะ เธอจะใจร้ายใจดำฆ่าหลานตัวเองลงเลยเหรอ เธอยังเป็นคนอยู่หรือเปล่าศรี!” 

แม้จะโมโหเพียงใดแต่น้ำเสียงและท่าทางของนางสายใจก็ยังดูเป็นผู้ดีอยู่มาก ซึ่งการวางท่าเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ก็ทำให้นางศรีถึงกับหมั่นไส้ 

“โถ…ดัดจริตทำท่าทำทางเป็นผู้ดี มึงไม่ต้องมานับญาติกับกู! กูไม่นับมันเป็นหลาน แต่ถ้ามึงไม่ยอมมึงก็เลือกเอาแล้วกันว่าจะไปเอาเด็กออกดีๆ หรือจะให้กูเอาออกให้!” 

นางศรีพูดขู่อาฆาตพร้อมมองวิยะดาด้วยสายตาจะกินเลือดกินเนื้อ นั่นทำให้นางสายใจถึงกับของขึ้น และเมื่อได้ของขึ้นแล้วคำหยาบก็หลุดออกมาจากปากนางได้เหมือนกัน 

“มึงจะทำอะไรลูกกู!” 

“หลุดกำพืดไพร่ออกมาแล้วเหรออีสายใจ เหอะ! ถ้าอยากรู้มึงก็รอดูเอาเองสิ!” 

นางศรีทิ้งความหวั่นใจเอาไว้ให้กับนางสายใจและวิยะดาก่อนจะเดินยิ้มเยาะออกจากร้านไปขึ้นรถเก๋งของผัวที่จอดรออยู่ข้างร้านอย่างอารมณ์ดี รถเก๋งนั้นสวนกับวันจักร์ที่เพิ่งกลับจากตลาดเพราะไปซื้อเลือดหมูก้อนให้แม่เข้าพอดี นางศรีจึงเลื่อนกระจกรถแล้วจ้องหน้าเย้ยหยันชายหนุ่ม นั่นทำให้วันจักร์ถึงกับเป็นกังวล 

เขารีบจอดจักรยานอีแก่แล้วเดินเข้าไปในร้าน ก่อนจะพบว่าวิยะดานั่งร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่ที่โต๊ะ ข้างกันนั้นมีสายใจคอยปลอบอยู่โดยที่ในมือของแม่กำซองสีขาวไว้แน่น 

“อีศรีมันมาที่ร้านเราเหรอครับ มันมาทำไม?” 

นางสายใจเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมกับลูบหัวปลอบโยนวิยะดาไปด้วย เมื่อฟังจบวันจักร์ก็นึกเจ็บแค้นใจขึ้นมา 

‘ทำกันถึงขนาดนี้เลยเหรออีศรี ได้…มึงกับกูจะได้เห็นดีกัน!’ 

คอมเมนต์

Chapter List