แผนรักทวงคืนแค้น ตอนที่ 7

Reader Settings

Size :
A-16A+

ตอนที่ 7 จูบแรก

แผนรักทวงคืนแค้น ตอนที่7 

ตอน จูบแรก 

โดย : ณัฏฐ์ชวัญช์ 

 

หลังจากป๋อกับวิยะดาพากับวิวาห์เหาะไปแล้ว…. 

นางศรีก็ถึงกับเป็นลมล้มพับไปด้วยความเสียใจเมื่อทราบเรื่องในตอนเช้าจากการอ่านจดหมายขอขมาของลูกชาย แต่เมื่อฟื้นคืนสตินางกลับโกรธจนเนื้อเต้นและมาอาละวาดใส่นางสายใจซึ่งก็เสียใจไม่แพ้กันที่ลูกสาวของตนตัดสินใจมักง่ายเช่นนี้ 

นางศรีกล่าวโทษว่าวิยะดาเป็นคนล่อลวงป๋อไปโดยใช้เสน่ห์เล่ห์กล ด่าทอนางสายใจว่าเสี้ยมสอนลูกหลานให้จงเกลียดจงชังหาทางทำลายล้างคนบ้านนาง ว่าเสร็จก็พังร้านข้าวซอยน้ำเงี้ยวจนพังระเนระนาดด้วยโทสะก่อนที่ปัณและนายบุญตื่นจะมาลากเมียตัวเองกลับบ้านไป โดยที่นางสายใจก็ทำเพียงแค่ยืนมองแล้วร้องไห้เท่านั้น 

จริงอยู่ที่วันจักร์ต้องการเห็นนางศรีวิ่งเต้นเป็นเจ้าเข้า ต้องการให้มันเจ็บปวดใจ ต้องการให้มันอับอายชาวบ้านเสียบ้างที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของมันพาสาวหนี และเขาก็สาแก่ใจที่ทำสำเร็จ แต่พอเห็นสภาพร้านที่พังยับเยิน เก้าอี้และโต๊ะกระจัดกระจายตรงหน้าเช่นนี้ วันจักร์ก็ถึงกับเลือดขึ้นหน้า และคิดว่าหากเขาเกิดเป็นผู้หญิงเขาคงพุ่งเข้าไปตบนังหมาบ้าอย่างนางศรีสักฉาดสองฉาดให้หายแค้น แต่เขาเป็นผู้ชาย…จึงทำได้แค่อดทนเท่านั้น 

แต่คนที่เขาโกรธยิ่งกว่านางศรีก็คือนางสายใจแม่ของตัวเอง วันจักร์ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ไม่เคยสู้กลับ ตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่เคยเห็นแม่ตอบโต้นางศรีที่คอยเทียวมาหาเรื่องเลยสักครั้ง แม่ยอมให้นางศรีเหน็บแนมและถากถางทุกครั้งไป ขนาดเรื่องของวิยะดาซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากแต่แม่ก็กลับยอมให้นางศรีด่าทอเสียจนลูกสาวต้องอับอายคนทั้งอำเภอ 

และเมื่อแม่ที่เป็นเสาหลักของบ้านไม่ลุกขึ้นสู้ วันจักร์ในฐานะลูกชายคนเดียวจึงต้องทำทุกทางเพื่อปกป้องทุกคน 

“ป้าสายใจครับ ผมขอโทษแทนแม่ของผมด้วยนะครับ” 

ปัณขี่มอเตอร์ไซด์กลับมาขอโทษนางสายใจที่ร้านอีกครั้งหลังจากพาแม่กลับไปส่งถึงบ้านแล้ว 

“ขอโทษเหรอ? มันกี่ครั้งแล้วที่แม่มึงมาทำแบบนี้! ก็เพราะแม่มึงเป็นหมาบ้าแบบนี้ไง พี่ป๋อกับพี่วิถึงพากันหนีไปกรุงเทพฯ!” 

วันจักร์ตอบกลับอย่างเหลืออด เพราะไม่ว่ากี่ครั้งที่นางศรีทำเช่นนี้ ปัณมักจะทำตัวเป็นลูกชายที่ดีตามมาขอโทษครอบครัวของเขาแทนแม่ตัวเองทุกครั้ง 

แต่คำพูดของวันจักร์กลับทำให้ปัณรู้สึกฉุกใจขึ้นมา เพราะในจดหมายที่ป๋อเขียนทิ้งไว้ไม่ได้บอกว่าจะพาวิยะดาหนีไปอยู่ที่ไหน และทางฝั่งนางสายใจเองก็ยืนยันว่าวิยะดาไม่ได้ทิ้งข้อความอะไรเอาไว้เลย แล้ววันจักร์รู้ได้อย่างไร? 

“มึงรู้ได้ยังไงว่าเขาพากันหนีไปกรุงเทพฯ ไหนป้าสายใจบอกว่าพี่วิไม่ได้เขียนจดหมายอะไรไว้” 

“นั่นสิลูก…น้องวันรู้ได้ยังไงว่าวิเขาไปกรุงเทพฯ” สายใจถามเสริม 

นั่นทำให้วันจักร์ที่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเผลอพูดความลับออกไปรีบแก้ตัวพัลวัน 

“ผมก็เดาเอาน่ะสิแม่ คนฉลาดอย่างพี่ป๋อมันจะพาพี่วิหนีไปไหนได้ถ้าไม่ใช่กรุงเทพฯ” วันจักร์ตอบแม่ก่อนจะหันไปพูดกับปัณ 

“แล้วอีกอย่างคนหนีนะเว้ย มึงจะให้เขาหนีเชียงราย เชียงใหม่ ไปใกล้ๆ ให้แม่มึงตามตัวได้น่ะเหรอ ถ้าเป็นคนโง่อย่างมึงค่อยว่าไปอย่าง!” 

พูดเสร็จ…วันจักร์ก็แสร้งอารมณ์เสียแล้วเดินหนีขึ้นบ้านไป ในขณะที่ปัณซึ่งมองตามหลังนั้นไม่เชื่อสิ่งที่วันจักร์พูดเลยแม้แต่คำเดียว 

********* 

ณ ตลาดนัดคลองถมแม่ใจ ตลาดที่ตั้งอยู่บนถนนเส้นยาวเลียบถนนทางหลวงที่มุ่งสู่จังหวัดเชียงราย ปัณและแป้งเดินดูข้าวของที่ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง ทั้งร้านขายของทั้งของกินของใช้ เสื้อผ้าแฟชั่น กระเป๋าตามสมัยนิยม และรองเท้าผ้าใบราคาถูก ไม่ต้องเดินทางเข้าไปถึงตัวเมืองพะเยา จึงทำให้ตลาดแห่งนี้กลายเป็นตลาดที่วัยรุ่นทั้งอำเภอนิยมมาเดินในทุกวันเสาร์ ซึ่งบางคนก็มาเดินซื้อของจริงๆ แต่บางคนก็มาเพื่อมองหนุ่มมองสาวให้กระชุ่มกระชวยหัวใจ 

แต่ปัณนั้นต่างออกไป…วันนี้เขาไม่ได้มาเดินเลือกซื้อของ แต่มาเพื่อพาแป้งมาเดินเล่นคลายเครียดหลังจากที่น้องสาวของเขาได้ทะเลาะกับแม่เรื่องการเรียนต่อ โดยแป้งนั้นอยากเรียนต่อสายอาชีพเพราะชอบทำอาหารจึงขอเรียนต่อการโรงแรมตามความฝัน แต่แม่กลับไม่อนุญาต แม้แต่พ่อไปพูดให้แม่ก็ยังไม่ยอมซ้ำยังด่าแป้งว่าแก่แดดอยากเป็นสาวก่อนวัย อยากแต่งตัวสวยๆ อยากไว้ผมยาว แต่งหน้าแต่งตายั่วผู้ชายมากกว่าไปเรียน 

ปัณรู้สึกว่านางศรีพูดเกินไป…แต่เขาก็พยายามทำความเข้าใจว่าแม่อาจจะเครียดเรื่องที่พี่ป๋อพาวิยะดาหนี เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องที่บ้านก็ไม่เคยสงบสุขเลย แม่ของเขาไล่ทะเลาะกับคนในตลาดไปทั่ว ใครก็ตามที่ถามไถ่เรื่องนี้หรือจับกลุ่มนินทา แม่ของเขามีอันต้องด่าเปิงทุกรายไป 

นั่นทำให้ชายหนุ่มพยายามดักเจอวันจักร์ทุกครั้งที่มีโอกาสเพื่อถามไถ่เอาความจริง ทั้งเทียวไปหาที่ร้านข้าวซอยน้ำเงี้ยว และไปดักเจอเมื่อวันจักร์ไปซื้อของที่ตลาดแม่ใจ 

แต่วันจักร์ก็คือวันจักร์ เขายังยืนกระต่ายขาเดียวว่า ‘บ่าฮู้บ่าหัน’ (ไม่รู้ไม่เห็น) อะไรทั้งนั้น ซ้ำยังชอบทำท่าโมโหใส่ปัณอีกด้วย ซึ่งแทนที่ปัณจะรู้สึกหัวเสียที่ไม่ได้คำตอบ เขากลับสนุกที่ได้แหย่ให้อีกฝ่ายอารมณ์เสียเพราะท่าทีที่ดูโมโหโกรธาของวันจักร์นั้นน่ารักมากกว่าน่าชัง 

ปัณพาแป้งเดินมาถึงร้านขายกางเกงแฟชั่น แป้งก็ขอตัวเดินเข้าไปเลือกดูกางเกงขาสั้นด้วยความสนอกสนใจ เขาจึงต้องรออยู่หน้าร้านนั้นอย่างขัดเขิน ก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นวันจักร์กำลังเดินคุยไปยิ้มไปมากับ ‘เยล’ เพื่อนชั้นเดียวกันแต่อยู่คนละห้อง 

เขาไม่ได้รู้จักเยลมากนัก รู้แค่ว่าเยลนั้นเป็นหัวหน้าห้องสองและเป็นหนุ่มหล่อประจำห้องที่มักถูกเลือกให้ไปถือพานไหว้ครูหรือเดินถือป้ายในงานสำคัญของโรงเรียนเสมอ เยลมีบ้านอยู่บ้านป่าแฝกเหนือ (ตำบลป่าแฝก อยู่ติดกับอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย) มีพ่อทำงานเป็นเสมียนอยู่ในที่ว่าการอำเภอแม่ใจ ในขณะที่ปัณและวันจักร์อยู่ห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องที่รวมเด็กเก่งที่สุดในชั้นปีมาอยู่รวมกัน 

ในเมื่อไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน หมู่บ้านก็ไม่ได้อยู่ติดกัน พ่อแม่ก็ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แล้วทำไมถึงได้ดูสนิทสนมกันขนาดนั้น ดูสนิทจนปัณรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา 

“ดูกางเกงไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่มา” ปัณบอกกับน้องสาวแล้วรีบเดินไปหาวันจักร์กับเยลทันที และเพียงแค่วันจักร์ได้เห็นเขาเท่านั้น หน้าที่เคยยิ้มระรื่นนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นสีหน้าเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่เยลนั้นยิ้มต้อนรับเขาอย่างเป็นมิตร 

“พวกมึงสองคนมาด้วยกันเหรอ? กูไม่เห็นรู้เลยว่าพวกมึงสนิทกันด้วย” 

ปัณเอ่ยทักทั้งคู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ในใจนั้นหงุดหงิดเต็มที พลางกวาดตามองท่าทีขวยเขินของเยลที่แสดงออกมาชัดเจนจนปัณรู้สึกได้ว่าเยลนั้นคิดอย่างไรกับวันจักร์ 

“แล้วทำไมมึงต้องรู้ด้วยล่ะ พวกกูจะสนิทกันหรือเปล่าก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับมึงเลย” วันจักร์สวนกลับอย่างไร้เยื่อใย นั่นทำให้ปัณยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม 

“เกี่ยวสิ ก็กู…” 

ปัณหยุดชะงักไป เพราะคิดขึ้นได้ว่ากำลังจะหลุดคำที่ไม่ควรพูดตรงนี้ คำพูดที่เขารู้สึกกับวันจักร์อยู่ในใจเสมอมา ก่อนที่เขาจะรวบรวมสติแล้วเปลี่ยนเรื่องทันที 

“ก็กูมีเรื่องจะคุยกับมึงไง ไอ้เยลกูขอตัวไอ้วันแป๊บนึงนะ” 

ว่าแล้วปัณก็ดึงแขนวันจักร์ออกจากวงสนทนาทันทีโดยที่ไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว ในขณะที่เยลยืนเกาหัวมองตามด้วยความงุนงง ชายหนุ่มพาวันจักร์มายังหลังวัดซึ่งมีกำแพงติดกับตลาดคลองถม เมื่อปลอดคนเขาจึงเหวี่ยงวันจักร์ที่ตัวเล็กกว่าเขาใส่กำแพงวัดทันที 

“มึงเป็นห่าอะไรไอ้ปัณ กูเจ็บนะเว้ย!” วันจักร์โวยวายใส่อย่างอารมณ์เสียพร้อมกับจะเดินหนีไป แต่ปัณใช้แขนดักทางเอาไว้ก่อน 

“มึงเจ็บเป็นอยู่คนเดียวเหรอ?” ปัณสวนกลับด้วยความโมโห 

“มึงพูดอะไรของมึง! กูไปทำให้มึงเจ็บตอนไหน!?” วันจักร์ถามด้วยความงุนงงปนความหงุดหงิด แต่ปัณไม่ตอบคำถามนี้ เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ก่อนจะถามขึ้นมาอีกรอบ 

“มึงรู้ใช่ไหมว่าพี่ป๋อกับพี่วิอยู่ที่ไหน?” 

“กูไม่รู้!” 

“ปากแข็ง! กูไม่เชื่อหรอก…งั้นมึงจะรู้ได้ยังไงว่าเขาพากันหนีไปกรุงเทพฯ” 

“มึงนี่พูดไม่รู้เรื่องนะ ก็กูบอกไปแล้วไงว่ากูไม่รู้ ต่อให้มึงจะถามกูกี่ครั้ง คำตอบของกูก็ยังเหมือนเดิม กูไม่รู้!” 

วันจักร์ยังคงปากแข็งพร้อมกระแทกเสียงคำว่าไม่รู้ใส่ปัณอย่างหงุดหงิด แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าตอนนี้พี่สาวและพี่ชายของปัณอยู่ที่ไหนของกรุงเทพฯ เพราะเมื่อสัปดาห์ก่อนวิยะดาเพิ่งโทรศัพท์มาเล่าให้เขาฟังว่าได้ที่พักกันเรียบร้อยแล้ว และป๋อเองก็เริ่มทำงานเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ แม้จะลำบากกันบ้างเพราะต่างไม่เคยมาชีวิตใจเมืองใหญ่ แต่วิยะดาก็จะอดทนเพื่อลูกและผัว 

“มึงไม่รู้จริงเหรอ?” 

ปัณไม่ยอมเชื่อพร้อมใช้แววตาคมกริบคู่นั้นจ้องหน้าวันจักร์อย่างไม่ละสายตา ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพื่อจับผิด นั่นทำให้วันจักร์ถึงกับต้องหลบตาเพราะกลัวชายหนุ่มตรงหน้าจะจับพิรุธได้ 

“มึงหลบตากูทำไม?” ปัณพูดโดยที่น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาอยู่ข้างหู 

“กูไม่ได้หลบ แต่กูไม่อยากมองหน้ามึงเพราะกูเกลียดมึง! เข้าใจไว้ซะด้วย!” วันจักร์พูดกระแทกใส่หน้าปัณอย่างฉุนเฉียวก่อนจะเบือนหน้าหนีอีกครั้ง 

“จริงเหรอ?” 

ปัณพูดราวกับกระซิบพร้อมยืนหน้าเข้าไปใกล้วันจักร์เรื่อยๆ จนวันจักร์สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของอีกฝ่ายที่รดอยู่ตรงบริเวณข้างแก้มซ้าย 

พลันหัวใจของวันจักร์ก็เต้นดังราวกับกลองเพล มันสั่นเสียจนเขาทำอะไรไม่ถูก มือชา ขาชา ใบหน้าขาวผ่องนั้นร้อนผ่าวจนแดงเถือกทั้งหูและหน้า 

“มึงจะทำอะไรน่ะ!” วันจักร์ร้องห้ามแม้ในใจจะสั่นไหวอยู่ก็ตาม 

“กูก็แค่อยากมองหน้าคนโกหกให้เต็มตาว่าหน้าตามันเป็นแบบนี้” 

สิ้นคำของปัณ วันจักร์ก็รู้สึกโมโหขึ้นมา จึงจะหันหน้ากลับมาต่อว่าอีกฝ่ายคืนบ้าง นั่นทำให้ริมฝีปากของทั้งสองชนกันเข้าอย่างจังอย่างที่ไม่ทันตั้งตัว แต่แทนที่อีกฝ่ายจะถอยหน้าออกไป ปัณกลับใช้ริมฝีปากอวบอิ่มนั้นงับเข้าที่เรียวปากบางของวันจักร์ราวกับปลาสวายงับเหยื่อ 

นั่นทำให้วันจักร์ถึงกับตกใจจนตัวแข็งทื่อ หัวใจของเขาเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากทรวง ในสมองของเขาตอนนี้ตื้อไปหมด ความรู้สึกแบบนี้ เหตุการณ์แบบนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขามาก่อน มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย จะว่าไม่ชอบก็ไม่ใช่ แต่จะว่าชอบก็พูดได้ไม่เต็มปาก 

วันจักร์อยากจะผลักชายหนุ่มที่กำลังฉวยโอกาสจากอุบัติเหตุลิ้มรสจากเรียวปากของเขาออก แต่ถึงกระนั้น…ร่างกายของเขากลับตอบสนองในทางตรงกันข้าม วันจักร์เริ่มเผยอกลีบปากขึ้นรับกับการบดขยี้อันร้อนแรงของอีกฝ่ายพร้อมหลับตาพริ้มรับรสจูบที่ทั้งหนักแน่นและอ่อนนุ่มในเวลาเดียวกันด้วยความเคลิบเคลิ้ม… 

************ 

เที่ยงคืนแล้ว…แต่วันจักร์นอนไม่หลับ…เขาคิดถึงเหตุการณ์ในวันนี้ที่ตลาดคลองถม 

‘เขาจูบกับไอ้ปัณ’ วันจักร์คิดพลางจับริมฝีปากของตนอย่างไม่อยากจะเชื่อตัวเอง และยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงจูบอีกฝ่ายกลับแทนที่จะผลักไสออกไป ถึงแม้ว่ามันจะจบลงด้วยการที่เขาผลักปัณออกแล้ววิ่งหนีก็ตาม 

มันเป็นจูบแรกของเขา…เป็นจูบที่เขาเคยคิดว่าจะมอบให้กับคนที่เขารักจริงๆ แม้เขาจะไม่เคยคิดเรื่องรักเรื่องใคร่มาก่อน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของจูบแรกแล้วนั้น วันจักร์คิดว่ามันสำคัญมากเพราะมันเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเริ่มต้นใหม่หรือทวงคืนได้อีก ดังนั้นคนที่จะได้รับมันไปจากเขาอาจต้องเป็นคนพิเศษจริงๆ ไม่ใช่ไอ้ปัณลูกชายนางศรี ศัตรูคู่แค้นของครอบครัวตัวเอง 

แต่เขาไม่ได้เริ่มก่อนนะ…ปัณต่างหากที่เป็นคนจูบเขาก่อน วันจักร์ไม่รู้ว่าทำไมปัณถึงทำแบบนั้น หรือว่าปัณชอบเขางั้นเหรอ? เพียงแค่คิดหัวใจที่ไร้ซึ่งความรักของวันจักร์ก็เกิดสั่นไหวขึ้นมา เขาเอามือทาบที่อกตัวเอง และพบว่ามันกำลังเต้นดังตุ๊บๆ 

เขาเคยได้ยินมาว่าอาการแบบนี้คืออาการของคนที่กำลังมีความรัก แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร เขาจะชอบปัณอย่างไร ไม่มีทางหรอก วันจักร์คิดอย่างสับสนก่อนจะคว้าผ้าห่มมาคลุมโปงด้วยความหงุดหงิดใจ 

คอมเมนต์

Chapter List