แผนเอาตัวรอด..ของบุรุษบอบบางอย่างข้า! ตอนที่ 10

Reader Settings

Size :
A-16A+

พ่ายแพ้ต่อเสน่ห์คนงามนับเป็นหายนะ

ตอนที่ 5.2 

พ่ายแพ้ต่อเสน่ห์คนงามนับเป็นหายนะ 

  

พ่อบ้านมีสีหน้าเหลอหลาไม่เข้าใจอยู่หลายส่วน ก่อนหน้านี้เกิดสิ่งใดขึ้นภายในห้องกันแน่ ยามนี้นายน้อยจึงดื้อรั้นไม่ยอมฟังคำทัดทานท่าเดียว ใจอยากกล่าวเตือนอีกสักประโยค แต่เจ้านายกลับหันหลังสั่งบ่าวไพร่ลากตัวตงเซียวออกเดิน ทั้งไม่ลืมหันไปสั่งบ่าวอีกคนให้เตรียมรถม้าโดยไว 

ถ้อยคำทั้งหลายจุกอยู่ที่ปลายลิ้นกลับต้องกล้ำกลืนลงท้องไปจนสิ้น! 

“ออกเดินทางได้” 

“คุณชายขอรับ ให้ข้าติดตามไปด้วยเถอะ” พ่อบ้านอ้อนวอนทั้งที่รู้ว่าไร้ผล 

เหอเป่าปรายหางตามอง ในแววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันกล่าวเสียงเย็นเคลือบแฝงความเย่อหยิ่ง “เจ้ากลับไปทำหน้าที่ของเจ้า เรื่องนี้ข้าจัดการเองได้ส่วนท่านแม่ข้าจะเป็นคนอธิบายเองเมื่อกลับมาถึง” ความหมายในคำพูดชัดเจนชนิดไม่ต้องคาดเดา 

อย่าสะเออะมายุ่ง! 

กล่าวจบลดมือลงจากผ้าม่านหลุบหายเข้าไปในรถม้าคันใหญ่ ขบวนเริ่มออกเดินทางทันที ด้านพ่อบ้านได้แต่มองตามสังหรณ์ใจประหลาดอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ครุ่นคิดอยู่นานเร่งรีบกลับเข้าจวนเค้นสอบถามบ่าวทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์หวังค้นหาเรื่องราวความเป็นมาของอาการคุ้มดีคุ้มร้ายในครั้งนี้ 

เรื่องราวไหนเลยจะง่ายดายอย่างที่คิด บ่าวทุกคนล้วนส่ายหน้าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น บอกเพียงว่านายน้อยอยู่คุยในห้องเพียงชั่วครู่ก่อนพ่อบ้านจะเข้ามา ถ้อยคำเป็นแบบเดิมคือถากถางดูแคลนเหยียดหยาม ส่วนอย่างอื่นล้วนไม่รู้ พ่อบ้านได้เบาะแสไม่สมบูรณ์นำมาประกอบแปะเข้าด้วยกันจึงมีบางจุดขัดแย้งไม่สมเหตุสมผลดูขัดตา ถึงกล่าวแบบนั้นแต่จนแล้วจนรอดนั่งคิดอยู่ครึ่งค่อนวันกลับหาคำตอบไม่เจอ ได้แต่เดินกลับไปกลับมาราวเสือติดจั่น ใจสับสนหรือควรรายงานฮูหยินเสียเดี๋ยวนี้เลย 

ด้านหนึ่งกังวลวุ่นวายใจ อีกด้านกำลังคิดเอาคืนเขยิบกายเข้าหาร่างคนงามในอาภรณ์สีแดงอย่างมุ่งร้าย ตงเซียวครุ่นคิดควรต้องใช้มารยาเล่มไหนจัดการบุรุษตรงหน้าดี 

ถึงได้ออกจากจวนเจ้าเมืองแล้ว ขบวนผู้ติดตามกลับเกินกำลังให้ต่อสู้ฝ่าออกไปไม่เท่ารนหาที่ตายรอบสองหรือ ทางนี้ขอผ่าน ครั้นจะกระโดดออกทางหน้าต่างรถม้าอันนี้ยิ่งแย่ใหญ่คาดว่ายังไม่ทันได้โผล่ตัวออกไปเหอเป่ากระชากกลับมาเสียก่อนได้ดับอนาถเช่นกัน หรือต่อให้หลุดไปได้รถม้าวิ่งไม่ชะลอฝีเท้าเช่นนี้ มีโอกาสบาดเจ็บแข้งขาหัก ทางไหนล้วนไม่คุ้นค่าที่จะเสี่ยง ยิ่งคิดยิ่งปวดฟันไล่ลามไปยันไข่ คราวนี้เป็นการปวดแท้จริงหาใช่การเปรียบเปรย 

พอเหลือบตามองลงไปยังจุดที่เจ็บแปลบพบความจริงน่าขนลุกขนชัน เมื่อเห็นว่ามือหนาแข็งแรงตะปบเข้าจุดกลางกายแสนบอบบางพอดิบพอดี 

กล้าดียังไงมาจับลูกรักของเขา! ไม่ใช่สิของตงเซียว เอาเถอะตอนนี้มันเป็นของรักของหวงของเขาแล้ว! 

ตงเซียวรีบเค้นคำพูดหาทางเอาตัวรอด “คุณชาย ท่านโกรธข้าจริงๆ หรือ? ” พูดไปนัยน์ตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส แพขนตาปรากฏความเปียกชุ่มเกาะติดมองดูทั้งน่ารังแกผสมน่ารักน่าชัง ตงเซียวงัดสารพัดเรื่องเจ็บปวดเสียใจตั้งแต่พ่อมีเมียใหม่แม่ตรอมใจจนป่วยตาย ทิ้งเขาไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ชีวิตวัยเด็กปากกัดตีนถีบแค่ไหน กลั่นออกมาเป็นน้ำตาเม็ดโตราวไข่มุก 

เหอเป่าชะงักเล็กน้อย ตงเซียวรีบฉวยโอกาสไว้ “ข้าหวังช่วยให้ท่านมีเหตุข้ออ้างออกมาโดยที่ไม่ถูกฮูหยินตำหนิ จำใจกล่าววาจาหยาบช้ารุนแรงทำร้ายจิตใจเช่นนั้นออกไป เพราะหากไม่ทำเกรงว่าพ่อบ้านต้องสรรหาเหตุผลมาขัดขวางท่าน ซ้ำร้ายอาจนำเรื่องไม่จริงไปกล่าวต่อหน้าฮูหยินอีก” 

ตงเซียวขยับตัวเบี่ยงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ว่ามือที่บีบลูกรักนั้นคลายออกแล้ว จึงยกมือขึ้นทาบแก้มเหอเป่า “ข้าเสียใจที่ทำให้คุณชายเจ็บปวด ท่านพอจะเมตตาให้อภัยข้าได้หรือไม่เล่า” 

แววตาที่สบประสานนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยของความเสียใจอย่างลึกซึ้ง มองดูจริงจังจริงใจถึงที่สุด 

สายตาคนงามทั้งซื่อทั้งใส ไร้ซึ่งพิษภัยอย่างสิ้นเชิง พาให้ใจคนมองคันยุบยิบยิ่งกว่ามีมดไต่ เหอเป่าเกิดความลังเลไม่เข้าใจฉายพาดผ่าน ‘เมื่อกี้ที่ทุ่มเทด่าทอ หาเรื่องไม่ไว้หน้า ที่แท้เป็นการช่วยเหลือดังปากว่าหรือแค่หาข้ออ้างกันแน่’ 

เหอเป่าถามสุ้มเสียงแปลกใจ “เจ้าพูดอะไรนะ? นี่เจ้าไม่ได้โกหกใช่ไหม” 

ตงเซียวเค้นสมองคิดหาถ้อยคำเหมาะๆ มาใช้ หากหวานเกินไปจะดูจงใจเสแสร้ง แต่ถ้าห้วนเกินไปมองคล้ายไม่จริงจัง บีบน้ำตามากไปยิ่งไม่เหมาะ น้ำตาคนงามใช้พร่ำเพรื่อย่อมขาดความขลังหมดเสน่ห์ 

ชายหนุ่มเอ่ยปากไม่รีบไม่ร้อน “คุณชายอาจไม่เชื่อ ข้าไม่มีข้อแก้ตัวใดได้แต่หวังว่าท่านจะมองเห็นความจริงใจของข้า เดิมทีพวกเราดูเหมือนกินใจกัน เจอหน้าเป็นต้องต่อยตี ท่านอาจไม่รู้ทุกสิ่งที่ข้าทำทุกคำที่กล่าวล้วนเพื่อได้มองท่านใกล้ๆ เท่านั้น” 

ตงเซียวรู้สึกว่าพูดแค่นี้อีกฝ่ายจะไม่เชื่อย่อมไม่แปลก คนปกติที่ไหนจะรู้สึกดีกับคนที่ทำร้ายตัวเองทุกวี่วัน เว้นเสียจะเป็นจิตเภทชนิดหนึ่งเท่านั้น อย่างอาการที่เรียกว่าเห็นดำเป็นขาว* แต่นอกจากวิธีนี้ตัวเขาก็คิดหาทางรับมือไม่ออกเช่นกัน ได้แต่ภาวนาให้อีกฝ่ายบ้าจี้คิดตื้นเขินพอจะหลงกลง่อยๆ ของเขา 

* เห็นดำเป็นขาว นักจิตวิทยาวิเคราะห์ว่าเป็นพฤติกรรม (สองดอกจิก แหม่มโพธ์ดำ) ชื่อเรียกทางการคือ สต๊อกโฮล์ม ซินโดรม เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ทางใจกับผู้กระทำผิด มาจากความใจอ่อน สงสารหรือใช้เวลาอยู่ร่วมกันนานทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ด้วย 

  

เหอเป่าคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าตงเซียวจะมาไม้นี้ กระบวนความคิดเลยค่อนข้างสับสนไม่น้อยยามสบดวงตาฉ่ำวาวหวานซึ้งรู้สึกอ่อนระทวยในใจเหมือนมีต้นหญ้าผลิดอกงอกขึ้นมา มองดวงหน้างดงามแต่งแต้มไม่มากไม่น้อยพลันรู้สึกเสียดาย วาจาลื่นไหลดุจสายน้ำชวนให้ผ่อนคลายสบายอารมณ์ 

พอนึกถึงหลายปีที่อีกฝ่ายอยู่ในจวนเกะกะลูกตาก็เกิดโทสะปะทุขึ้นมาเหมือนภูเขาไฟลูกย่อมๆ ประเดี๋ยวร้อนจนอยากระเบิดให้สะเทือนเลือนลั่น ประเดี๋ยวสงบราวกำลังจมลงในธารน้ำใสไหลเย็นฉ่ำ 

ความขัดแย้งไปมาคล้ายมีคนฉุดรั้งซ้ายทีขวาทีชวนให้ปวดหัวยิ่งนัก ส่วนตงเซียวเลือกสงบปากสงบคำรอดูท่าทีเงียบๆ ใช้สายตาซื่อใสไร้พิษภัยเข้าสู้ 

ว่ากันว่าบุรุษชมชอบคนงามพูดน้อยวางตัวเหมาะสม ฉอเลาะถูกจังหวะ ออดอ้อนแต่พอดี แง่งอนแค่พอหอมปากหอมคอ 

หลังจากครุ่นคิดราวครึ่งค่อนวัน เหอเป่าแย้มพรายออกมาช้าๆ “เจ้ามีอะไรมาพิสูจน์” 

ตงเซียวก้มหน้าท่าทางเอียงอาย “น่าขายหน้านัก ข้าคงได้แต่ใช้ร่างกายนี้พิสูจน์ความจริงใจแล้ว” 

เหมือนเอาน้ำมันราดรดบนกองไฟ จบถ้อยคำราวว่าไฟราคะปะทุดังเปรี๊ยะปร๊ะจนเหม็นไหม้ เหอเป่าดวงตาสว่างวาบขึ้นคล้ายเสือร้ายเห็นเหยื่ออันโอชะ ใช้มือหนึ่งคว้าหมับจับเอวรั้งเข้าหาตัว อีกมือเชยคางขึ้นจ้องใบหน้างามราวอิสตรีอย่างหลงใหลคลั่งไคล้ 

ตงเซียวตกใจแทบยกเท้าถีบ ดีที่ยั้งไว้ทันเลยเปลี่ยนเป็นใช้มือสองข้างยันแผ่นอกกว้างเอาไว้แทน ในใจคั่งแค้นเหลือทน 

‘บัดซบเอ้ย..เจ้าของร่างดูแล้วอายุเพียงสิบห้าสิบหกปี ร่างกายรึก็ปวกเปียกเหมือนเต้าหู้ขาดสารอาหารเทียบไม่ได้กับบุรุษร่างกำยำกินดีอยู่ดีตรงหน้า ทั้งที่อายุน่าจะต่างกันไม่เกินสามปี เหตุใดระดับร่างกายห่างไกลขนาดนี้ ไม่ได้การล่ะ’ 

 

ตงเซียวอยากรู้ 

ตงเซียว : ตกลงฉันผอมแห้ง หรืองดงามกันแน่ 

นักเขียน : ทั้งสองอย่าง 

ตงเซียว :?? 

นักเขียน : ฉันสะดวกแบบนี้ 

เหอเป่ากุมขมับ : เอาที่สบายใจเลย 

 

คอมเมนต์

Chapter List