แผนเอาตัวรอด..ของบุรุษบอบบางอย่างข้า! ตอนที่ 11

Reader Settings

Size :
A-16A+

ไม่มีความภักดีใดเหนือชีวิต

ตอนที่ 6.1 

ไม่มีความภักดีใดเหนือชีวิต 

  

กลับมาในป่า 

ผ่านไปราวสองเค่อ* ทุกสรรพเสียงสงบเงียบราวกับในรถม้าไม่มีคนอยู่สร้างความประหลาดใจระคนสงสัยยิ่งนัก ต่างพากันคิดไปหลากหลายล้วนห่างไกลความจริงขึ้นทุกที ผู้ติดตามแอบกระซิบเสียงเบายิ่งกว่ายุงกลัวผู้อื่นจะได้ยิน 

* หน่วยนับเวลาแบบจีน 1 เค่อเท่ากับ 15 นาที 

  

“ข้าว่าเหนื่อย ฟังดูเหมือนศึกหนัก” 

“เป็นไปได้” ที่เหลือเห็นพ้องพยักหน้าหงึกหงัก แววตาหื่นกระหายปิดไม่มิด 

บ่าวไพร่เองจับกลุ่มวิจารณ์เช่นกัน “ข้าว่านะป่านนี้ไม่ใช่ตงเซียวตายไปแล้วหรือ” 

บ่าวอีกคนรู้สึกว่าความคิดนี้ถูกต้องรีบพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนั้น เจ้าสวะนั่นทั้งบอบบางทั้งอ่อนแอ ร่างกายหรือก็ปวกเปียกยิ่งกว่าสตรี” 

“จริงของเจ้านะ อย่างเจ้านั่นต้องเรียกว่าน้องน้อยเต้าหู้จึงจะเหมาะ” 

“เพ้ย! อย่าดูแคลนไป เป็นข้าก็ชอบนะขาวยังกับเต้าหู้แบบนั้น” 

“ขาวแล้วอย่างไรจับนิดแตะหน่อยไม่พ้นแตกหักเหมือนไม้ผุพัง อีกอย่างเจ้านั่นเป็นบุรุษถึงใบหน้าจะอ่อนหวานงดงามเหมือนมารดาเพียงใดก็เถอะ เจ้าไม่ระคายใจหรือไงยามจับต้อง กอดแนบกาย” บ่าวคนหนึ่งรับไม่ได้กับการกระทำนี้ 

“ถุย! เจ้าพูดอย่างกับว่าบ่าวไพร่ชั้นทาสแบบพวกเราหาได้ดีกว่านี้งั้นแหละ มีมาให้ได้กกกอดก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไงยังจะคิดเลือกมากอีก” หยุดชะงักก่อนลดเสียงลงให้เบายิ่งขึ้นกว่าเดิม “ขนาดคุณชายมีให้เลือกยังสนุกจนไม่สนสิ่งใดเลย” 

ทุกสายตาหันไปมองที่รถม้าอีกครั้งก่อนหันมาสบตากัน หนึ่งในนั้นออกปาก “แปลกมาก เงียบเกินไปหรือไม่” 

เมื่อมีผู้เปิดประเด็นย่อมมีผู้เห็นชอบ คราวนี้เริ่มรู้สึกได้ถึงกลิ่นไม่ชอบมาพากล “ข้าว่าพวกเราไปดูหน่อยดีกว่า” 

ถึงจะกล่าวเช่นนั้นแต่ทุกคนต่างรู้ซึ้งถึงนิสัยเจ้านายดี ไม่มีใครอยากหาเรื่องใส่หัว เรื่องไม่เป็นเรื่องอาจถึงขั้นสังหารแมวตายได้เช่นนี้ยากนักจะมีคนอยากยื่นมือสอด 

หนึ่งในบ่าวบุ้ยใบ้ไปทางกลุ่มผู้ติดตาม “ไม่สู้ให้พวกนั้นเข้าไปดูเล่า” 

“เป็นความคิดที่ดี งั้นเจ้าเข้าไปบอกเถิด” ที่เหลือต่างเห็นพ้อง 

บ่าวคนแรกรู้สึกกระอักกระอ่วนทันทีครุ่นคิดว่า ‘ไม่น่าพูดเลย อยู่นิ่งๆ เสียย่อมดีกว่า’ ความเป็นจริงล้วนชัดเจนรู้มากมักงานมาก พอรู้น้อยกลับกลายเป็นคนเขลาในสายตาผู้อื่น 

บ่าวคนแรกคิดว่ากลับลำตอนนี้ยังทัน “ข้าไม่กล้าหรอก พวกเจ้ากล้าก็ลองดูเถอะ” 

พวกบ่าวที่เหลือมองหน้ากัน จนแล้วจนรอดไม่มีใครเสนอตัวก้าวเท้าออกไปสักที ด้านผู้ติดตามไม่มีใครเกี่ยงงอนได้อย่างนั้น แม้ใจประหวั่นแต่ไม่อาจละเลย หน้าที่ปกป้องเจ้านายมันค้ำคอ สาวเท้าก้าวยาวๆ ไปยืนข้างหน้าต่างรถม้ายกมือขึ้นเคาะสองสามครั้ง ไร้การเคลื่อนไหว 

ผู้ติดตามเคาะอีกพร้อมส่งเสียงเรียก “คุณชายขอรับ? ” 

ด้านในเงียบสนิทเช่นเดิม 

ตอนนั้นเองผู้ติดตามอีกคนหนึ่งที่ยืนข้างกันกระซิบถามขึ้น “ได้กลิ่นอะไรหรือไม่” 

ในความมืดสนิทที่เงียบสงัดกลางป่ากลางเขา รอบกายรายล้อมด้วยต้นไม้มากมาย กลิ่นคาวเลือดลอยกระทบโสตประสาทจางๆ จนสัมผัสได้ 

ผู้ติดตามคนแรกใจคอเริ่มไม่ดีลางสังหรณ์ทำงาน “คุณชาย” 

ไม่ต้องรอเอ่ยปากซ้ำ ผู้ติดตามอีกสองคนกรูไปด้านหน้ารถม้าตวัดมือตลบผ้าม่านขึ้น ส่วนผู้ติดตามคนแรกยังยืนข้างหน้าต่างยกมือแหวกผ้าม่านเช่นกัน สายตาของคนทั้งสามเห็นชัดตรงกันในทันที ร่างคุณชายนอนจมกองเลือดกลิ่นคาวคละคลุ้งข้างกันมีเสื้อผ้าสีแดงเปียกชุ่มวางขยุ้มอยู่ ส่วนอาวุธสังหารไม่ต้องบอกก็เดาได้มันคือกรรไกรตัดผ้าที่ปักคาอก 

ผู้ติดตามก้าวขึ้นรถม้าพยายามตรวจสอบอย่างละเอียดหวังเลือนรางให้เจ้านายยังมีลมหายใจอยู่ ไม่อย่างนั้นเห็นทีได้ตกตายตามเป็นแน่ ตอนแรกผู้ติดตามคนแรกคิดร้องตะโกนให้บ่าวไพร่มาช่วยออกตามหาตัวตงเซียว แต่เมื่อทบทวนอีกทีอย่างรอบคอบ การกระทำนี้ให้ผลอะไรขึ้นมาเล่า 

จับตงเซียวได้หรือไม่แล้วอย่างไร โทษตายของพวกเขาได้รับการละเว้นหรือไม่ หากต้องตายตามผู้เป็นนาย พ่อแม่ลูกเมียจะเป็นอย่างไร ผู้ติดตามทั้งสามเป็นคนธรรมดาที่พอมีฝีไม้ลายมืออยู่บ้างเข้ามาทำงานจวนเจ้าเมืองรับเงินค่าจ้างไม่ใช่พวกทาสทำงานรับใช้ทั่วไปเฉกเช่นบ่าวไพร่กลุ่มนั้น 

ราวกับว่ามีจิตสื่อถึงกันผู้ติดตามทั้งสามคนต่างแลกเปลี่ยนสายตาก่อนพยักหน้าเข้าใจ ทุกขั้นตอนไร้การพูดคุยแม้แต่คำเดียว ทั้งสามเดินเข้าหากลุ่มของบ่าวรับใช้พลางกวักมือเรียก พวกบ่าวเห็นผู้ติดตามมีท่าทางแปลกๆ ในตอนแรกก็ร้อนใจขยับเท้าเข้าใกล้รถม้าเพิ่มขึ้นอีกหลายก้าว แต่พอเห็นทุกคนลงจากรถม้ามีสีหน้าพูดไม่ออกคล้ายเจอภาพบาดตา ความกังวลสงสัยจึงคลี่คลายเบาลงบ้าง 

ก็ถ้าเกิดเรื่องกับนายน้อยคนเหล่านี้คงไม่นิ่งเฉยเสมือนทองไม่รู้ร้อนเช่นนี้เป็นแน่! 

ผู้ติดตามคนหนึ่งกระแอมกระไอ “คุณชายหลับอยู่รออีกสักเค่อค่อยปลุกแล้วกัน” 

พวกบ่าวได้ฟังแบบนั้นหน้าพลันเปลี่ยนสีประเดี๋ยวแดงประเดี๋ยวขาวสลับกันในใจคิดไปต่างๆ นาๆ ต้องเคี่ยวกรำศึกหนักขนาดไหนถึงขั้นหลับใหลไม่รู้ตัว หรือว่ามันจะดีมาก แล้วมันดีเพียงใดกันเล่า คิดแล้วคันคะเยออยากลิ้มลองสักครั้งขึ้นมา 

บ่าวคนหนึ่งคึกคะนองพลั้งปาก “ไม่ใช่ว่าคุณชายจะติดใจเสียแล้ว” 

ผู้ติดตามกอดกระบี่แนบอกตอบเสียงอู้อี้ “ไม่รู้สิ” 

บ่าวเริ่มหันหน้าเข้าหากันตั้งใจจับกลุ่มถกเถียงถึงประเด็นนี้ พวกผู้ติดตามลอบสบตาแบ่งงานอย่างรู้กัน ประหนึ่งใช้ดวงตากล่าวแทนถ้อยคำก็ไม่ปานก่อนชักกระบี่ออกมาฟันฉับเข้ากลางหลังบ่าวที่อยู่ใกล้มือที่สุด 

ผู้ติดตามทั้งสามคนสังหารบ่าวคนละสองถือว่าไม่เป็นการลำบากอะไรนัก ผู้โชคร้ายคนแรกล้มลงไปนอนเลือดทะลักออกจากบาดแผลไหลซึมสู่พื้น คนที่เหลือตกใจลนลานวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทางอลหม่านสับสน แต่ผู้ติดตามก็คือผู้ติดตาม ไม่ใช่บ่าวไพร่แรงดีที่ต่อยตีเป็นเท่านั้น ชั้นเชิงย่อมเหนือกว่าหลายขุม ไล่ตามไม่นานสามารถสังหารฆ่าล้างเหี้ยนไม่มีเหลือ 

หลังตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าตายสนิทไม่ตายหลอก ค่อยแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมันเร่งพาครอบครัวเดินทางหนีไปอาศัยแคว้นอื่นไม่คิดหันหลังกลับมาเหยียบที่นี่อีก ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วราวสายฟ้าฟาดแวบมาแล้วก็หายไป 

ฝั่งตงเซียวนั่งถ่างตาอยู่บนต้นไม้ระแวดระวังทุกขณะ ไม่กล้าหลับแม้แต่น้อยหวาดกลัวไปหมด ไหนเลยจะรู้ว่าไม่มีใครไล่ล่าตัวเองสักนิดในตอนนี้ ทุกคนต่างหาทางหนีตายทำเพื่อตัวเองกันหมด หากตงเซียวล่วงรู้ได้อาจหลับตาพักผ่อนเอาแรงอย่างสบายใจ 

 

ตงเซียวสงสัย 

ตงเซียวขมวดคิ้วถาม : ทำไมคนพวกนั้นไม่ตามล่าล่ะ 

นักเขียน : อยากให้ตามเหรอ 

ตงเซียว : ก็บทควรเป็นแบบนั้นนี่ 

นักเขียน : นอกบทบ้างไม่ได้หรือไง 

ตงเซียว : หา! แบบนี้ก็ได้เหรอ 

 

คอมเมนต์

Chapter List