Inside me ตอนที่ 1

Reader Settings

Size :
A-16A+

โรคประหลาด

ผมชื่อหนาว คิมหันต์ อภิมหาธิยากุล เป็นทายาทคนเดียวของตะกูล อภิมหาธิยากุล ซึ่งรวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ชีวิตผมนั้นเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบด้วยความเพียบพร้อมทั้งฐานะ หน้าตา และชาติตะกูล ผู้คนต่างก็จ้องจะเข้าหาผมไม่ว่าด้านหน้าที่การงานหรือด้านความรัก ถ้าถามว่าผมเคยมีความสัมพันธ์กับใครจริงจังไหม คงตอบได้แค่ว่า.. ไม่เลยสักครั้ง ชีวิตสุดเพอร์เฟคนี้ของผมมีความลับอยู่อย่างหนึ่งคือ.. ผมมีอีกตัวคนอยู่ในตัวของผม ฟังดูแปลกใช่ไหมครับแต่ผมเหมือนมีใครอีกคนอยู่กับผมจริงๆ คนที่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกหรือความคิดของผมเอง เขาสามารถพูดคุยโต้ตอบกับผมในหัวได้ สามารถบังคับร่างกายของผมได้ สามารถรับรู้ประสาทสัมผัสบางอย่างของผมได้ด้วย อ่านมาถึงตรงนี้คงคิดว่าผมบ้าใช่ไหมละครับ? แต่อย่าพึ่งด่วนตัดสินใจแบบนั้นไปเพราะผมจะเล่าให้ฟัง..เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นหลังจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในวันนั้นวันที่ฝนตกหนักและผมกับครอบครัวเดินทางไปตั้งแคมป์บนเขาตอนอายุ 3 ขวบ..

ซ่าาาา~ จู่ๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักในวันที่เราสามคนพ่อ แม่ ลูกกำลัง เดินทางไปตั้งแคมป์ที่บ้านพักตากอากาศส่วนตัวบนภูเขา สถานที่ดังกล่าวอยู่ในเขตชนบทที่ห่างไกลทั้งยังเงียบสงบและร่มรื่น

“ไปเราไปกันเถอะ เราไปตั้งแคมป์ ตั้งแคมป์นั้นมันสนุก สนุกสนานจริงเอย~” เสียงเราสามคนร้องเพลงประสานเสียงไปตามทางระหว่างที่รถแล่นฝ่าสายฝนไป

“คุณค่ะ… ฝนตกแบบนี้เราจะได้ย่างมาชเมโล่วกับเล่นรอบกองไฟไหม?” คุณแม่ถามขึ้นมาพร้อมกับสายตาคาดหวัง

“ไม่รู้สิ~ คงต้องต้องลองขอให้พระเจ้าเข้าข้างเราในตอนที่ไปถึงหวังว่าท้องฟ้าจะโปร่งไร้เมฆฝนล่ะนะ ฮ่าฮ่า~” คุณพ่อตอบออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหันไปสนใจทางข้างหน้าต่อ

“พ่อฮับ! แม่ฮับ! น้องหนาวเองก็จะขอด้วยฮับ!” ผมในวัย3ขวบยกมือขึ้นสุดแขนทั้งสองข้างก่อนจะพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น

“นั่นสินะ…ถ้าหนาวช่วยขอด้วยคุณฝนต้องหายไปก่อนเราจะถึงแน่เลย^^” คุณแม่ยิ้มก่อนจะเริ่มร้องเพลงขึ้นมาอีกครั้ง เปรี้ยงงงง! เสียงฟ้าผ่าและฟ้าแลบดังไปทั่วบริเวณ ผมมองออกไปข้างนอกรถเพื่อมองแสงจากสายพวกนั้นฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง

“แม่ฮับๆ! นั่นคุงเทพธอร์ใช่ไหมฮับ?”

“เอ๋.. ตรงไหนกันน๊าา? ใช่แล้วคุณเทพธอร์กำลังทำงานหนักอยู่เลยสินะ” คุณแม่ตอบผมที่มองสายฟ้าตาเป็นประกาย

“แต่จะว่าไปคุณค่ะ.. ยังไม่ถึงอีกหรอสายฟ้าพวกนั้นเริ่มหน้ากลัวขึ้นมายังไงไม่รู้ค่ะ” แม่มองสายฟ้าก่อนจะหันไปถามพ่อด้วยสีหน้ากังวล

“ใกล้แล้วล่ะเดี๋ยวผ่านโค้งยาวตรงนี้ไปก็จะถึงปากทางเข้าแล้วแล้ว” คุณพ่อบอกแต่ในขณะที่รถยนต์คันหรูของบ้านเรากำลังจะเลี้ยวเข้าตรงโค้งนั่นแต่ก็มีรถอีกคันเปิดไฟสูงและพุ่งตรงมาด้วยความเร็ว เอี๊ยดดดด! โครมม! เสียงรถสองคันเข้าปะทะกันอย่างจัง ตอนนั้นผมนั่งอยู่ข้างหลังรถพอลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกเจ็บที่หัวและขาก็เหมือนจะติดอยู่กับอะไรสักอย่าง ผมพยามดึงมันออกสุดแรงจนรู้สึกถึงการถลอกของผิวหนังและรู้สึกแสบขึ้นมา

“แง แง แง! พ่อฮับ! แม่ฮับ! หนาวเจ็บ! แง แง!” ผมแหกปากร้องให้เสียงดังแต่ไม่มีใครเข้ามาช่วยผมเลย

“พ่อฮับแม่ฮับหนาว…” เสียงถูกดูดเข้าไปในลำคอทันทีตอนนี้ภาพที่สายตาผมมองเห็นนั้นคือภาพพ่อแม่ที่มีเลือดสีแดงเต็มตัวไปหมด ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสีแดงที่เปรอะเปื้อนบนตัวพ่อแม่นั้นคืออะไรรู้แค่ว่าพวกเขาไม่ตอบโต้หรือขยับอีกแล้ว เปรี้ยงงงง! เสียงฟ้าผ่าลงมาที่รถชนกันแสงสว่างวาบจนผมมองอะไรไม่เห็นดูเหมือนแสงนั้นจะผ่าลงที่รถอีกคันผมได้แต่หลับตาลงเพราะความเจ็บปวดที่แล่นผ่านทุกส่วนของร่างกายเล็กๆนั่น

ไม่นานทีมกู้ภัยก็มาพร้อมกับรถพยาบาล พ่อกับแม่ถูกหามออกไปตอนนั้นผมได้ยินเขาพูดว่าทั้งสองคนไม่หายใจแล้ว ก่อนที่จะแอบชะโงกหน้าดูอีกคนที่ก็ถูกหามออกมาจากรถคันนั้นเช่นกันเช่นกัน

“คุณหมอฮับ คนนั้นก็ไม่หายใจแล้วหรอฮับ?” ผมถามคุณหมอใจดีที่ตอนนี้กำลังพันผ้าสีขาวมากมายบนตัวผม

“ครับ… ไม่หายใจแล้วครับ” เขาตอบด้วยรอยยิ้มก่อนจะให้คนมายกเปลที่ผมนอนขึ้นไปบนรถ

“ทุกคนไม่หายใจเพราะกำลังหลับฝันดีสินะ” ผมพึมพำขึ้นมา

“เก่งจังครับไม่ร้องให้เลย~”พี่หมออีกคนเข้ามาตรวจร่างกายผมอีกหลายอย่าง

“ผมน่ะ! สัญญากับแม่ว่าจะไม่ร้องให้เพราะจะเป็นลูกผู้ชายครับ! แต่ว่าแต่ว่านะฮับ.. หนาวนะแอบร้องให้ไปนิดนึงตอนอยู่บนรถล่ะ… ก็พ่อแม่หลับลึกเกินแล้วก็ไม่มีใครตอบหนาวเลยนี่นา..” คุณหมอคนนั้นหยุดชะงักก่อนจะเอามือมาลูบที่หัวผมเบาๆ

“อย่างงั้นเองสินะครับ.. คุณพ่อคุณแม่เขาคงจะเพลียนะ” ผมส่งยิ้มให้พี่หมอสุดหล่อหลังจากที่เขาพูดจบก่อนจะได้ยินเสียงคนคุยกันแว่วเข้ามาในหู

“เด็กในรถอีกคันล่ะ?”

“ไม่เจอเลย! แต่เห็นแจ้งว่าเป็นรถที่ทางตำรวจเขาตามอยู่นี่เห็นแจ้งว่าแม่พาเด็กหนีมาด้วย”

“หาทั่วหรือยังบางทีอาจติดในซากรถก็ได้”

“งั้นช่วยกันหาอีกทีแล้วกันนะ…”

เสียงพูดคุยก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้ามากมายสลับกับเสียงฝนที่โหมกระหน่ำไม่หยุดพัก ผมนอนฟังเสียงพวกนั้นก่อนที่จะได้ดมบางอย่างแล้วหลับไป

เช้าวันต่อมาผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับชุดนอนสีฟ้าแปลกตาและญาติๆที่มากันมากมายยืนล้อมเตียงนอนที่อยู่ในห้องไม่คุ้นตาผม

“ทุกคนก็อยากจะไปแคมป์ปิ้งหรอฮับ?” ผมพูดพร้อมกับยิ้มอย่างสดใส ก่อนที่คุณย่าจะเข้ามากอดผมและร้องให้

“หนาวของย่า… เข็มแข็งจริงๆ” จากนั้นทุกคนก็เริ่มร้องให้

“ทุกคนอย่าร้องให้สิฮับ.. ผมนะจะพาทุกคนไปด้วยนะ! อย่าพึ่งน้อยใจเลย” ในตอนนั้นผมคิดว่าที่ทุกคนร้องให้ก็เพราะว่าน้อยใจที่ไม่ได้ไปตั้งแคมป์กับเราแต่ความจริงแล้วที่พวกเขาร้องให้เพราะพ่อแม่จากเราไปแล้วและมีแค่ผมที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้นมา.. จากนั้นผมต้องเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์เด็กเป็นเวลาหลายปี พอผมเริ่มเข้าใจว่าการตายมันไม่ใช่แค่นอนหลับแต่เป็นการหายไปตลอดการผมก็เอาแต่ร้องให้และโวยวายพร้อมทำลายข้าวของไปทั่วบ้าน ผมเข้ารักษาจนถึงตอนมัธยมต้นถึงรู้สึกเป็นปกติเหมือนเดิมและผมก็ต้องอยู่โดดเดี่ยวมาตั้งแต่ตอนนั้นในบ้านที่มีแค่ผมกับพี่เลี้ยงปู่กับย่ามาอยู่กับผมแค่ตอนอนุบาล-มัธยมต้นพอมัธยมปลายพวกท่านก็ได้ให้ผมใช้ชีวิตคนเดียวแต่ยังแวะเวียนมาหาเป็นประจำ ผมอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้กับพี่ๆ คุณป้า คุณลุง แม่บ้านและแม่นมเท่านั้น ซึ่งพอต้องมายอมรับความจริงว่าไม่มีพ่อแม่อยู่แล้วมันก็ยิ่งรู้สึกเปล่าเปลี่ยว ในชีวิตวัยรุ่นจนถึงตอนนี้นั้นผมแทบไม่มีเพื่อนเลยเพราะว่าผมมันดันเป็นโรคประหลาดอยู่อย่างหนึ่งที่คนอื่นดูจะไม่กล้าเข้าใกล้ ผมเป็นโรคสองบุคลิค แต่หมอบอกว่านี่มันดูแย่กว่านั้นเพราะผมไม่ได้มีแค่สองลักษณะนิสัยในคนเดียวแต่ผมเหมือนมีใครอีกคนกำลังใช้ร่างกายนี้ร่วมกันอยู่ มันเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงผมอายุห้าขวบผมจะชอบพูดกับตัวเองบ่อยๆ จะบอกว่ายังไงดีล่ะเหมือน…มีใครคนหนึ่งพูดกับผมอยู่ในหัว

5 ขวบ 

“นี่.. มีชื่อไหม?”

“เอ๋..? ใครนะออกมาสิไม่ต้องซ่อนหรอก!”

“ฉันอยู่ในนี่..”

“ในไหนตู้เสื้อผ้าหรอ?”

“ไม่ใช่..อยู่ในตัวนาย”

“เอ๋..? เข้าไปอยู่ได้ไงอ่ะ? ไม่เอานะ! ไม่ยอมนะ! นี่มันตัวหนาวนะ ออกมาสิออกมาเล่นกันข้างนอก!”

“ฉัน..ออกไปไม่ได้ แต่ฉันอยากเป็นเพื่อนกับนาย..”

“ถ้าไม่เห็นหน้าตาจะเป็นเหมือนกันได้ไงล่ะ!”

“งั้นไม่เป็นก็ได้..”

“เดี๋ยวสิ! เป็นสิเป็นมาเป็นเพื่อนกัน!”

และนั้นคือทั้งหมดของจุดเริ่มต้นการมีตัวตนของอีกคนในร่างผม เราคุยกันทุกวันเขาชอบสงสัยและถามอะไรแปลกๆกับผมตลอดเช่น กล้วยเอาไว้ทำอะไร? เก้าอี้มันอร่อยไหม? หรือท้องฟ้ายามเช้าเป็นของที่กินได้ไหม? ซึ่งผมในตอนนั้นก็ยินดีตอบเขาทุกอย่างและอย่างที่เคยพูดไปเขาบังคับร่างกายของผมได้แต่ไม่ใช่ทั้งหมดจะมีบางครั้งถ้าผมกำลังล่องลอยหรือจดจ่อกับอะไรช่วงเวลานั้นเขาจะเข้ามาควบคุมผมได้ เช่น ตอนที่ผมกำลังนั่งกินชานมปั่นที่ร้านคาเฟ่อยู่ติดกับสวนสาธารณะในขณะที่ผมกำลังปล่อยใจสบายๆ ไม่คิดอะไรอยู่ๆ เขาก็พาร่างกายของผมเดินออกไปเพื่อดูหมาของใครสักคนที่จูงผ่านมา ตอนนั้นผมไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวนั้นได้เลยเหมือนไม่ใช่ร่างตัวเองชั่วขณะ อีกอย่างของโรคประหลาดนี่คือเราแชร์ประสาทสัมผัสร่วมกันแต่แค่ในส่วนการมองเห็นและการได้ยิน กับการได้กลิ่นเท่านั้น แต่เขาจะไม่รู้สึกถึงบาดแผลหรือรับรสจากของที่ผมกิน ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่มองว่ามันแปลกนะออกจะชอบด้วยซ้ำเพราะได้มีเพื่อนคุยด้วยถึงจะไม่เห็นหน้าก็เถอะแต่แค่มีเสียงในหัวคอยตอบโต้แค่นั้นก็ทำให้ผมหายเหงาแล้ว ก่อนหน้านี้ทางญาติพาหมอเก่งๆ มารักษาจากหลายที่แต่ก็ไม่มีที่ไหนรักษาให้หายขาดหรือรู้ได้อย่างแน่ชัดว่ามันคือโรคอะไร แต่ก็มีอยู่ที่หนึ่งที่ผมกำลังจะไปในวันนี้ เป็นที่ที่ผมเข้ารับการรักษามาตั้งแต่มัธยมต้นจนถึงตอนนี้

ในวัย23ปี 

“นี่คราวก่อนตอนฉันกำลังจะเซ็กส์นายใช่ไหมเป็นที่ทำให้มันไม่แข็งอ่ะ?!” ผมโวยวายเสียงดังให้กับเสียงในหัวก่อนจะเดินไปหยิบขนมปังปิ้งมาคาบไว้ผู้คนในบ้านต่างก็ไม่สนใจและทำตัวปกติเหมือนเป็นเรื่องชินตา

“ตรงไหนต้องแข็งหรอ? แล้วเซ็กส์คืออะไร?” ไอ้เจ้าเสียงบ้าๆ ที่ไม่เคยรู้เลยอะไรตอบกลับมา

“โธ่เว้ย! เซ็กส์ก็คือการเย็…” เสียงผมถูกหยุดลงไปกลางคันพร้อมกับป้าแม่บ้านที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผมรีบยิ้มอย่างเขินอายก่อนจะหลบไปอีกทางอย่างรวดเร็ว

“เออน่า! บอกมานะว่านายควบคุมร่างกายฉันตอนนั้นใช่ไหม ห้ะ!?”

“ไม่รู้สิ… นี่เซ็กส์เอาไว้ทำอะไรหรอ?” ไอ้บ้านี่มีแค่เสียงแต่ขี้สงสัยจริงๆ

“ก็เอาไว้สร้างความสุข.. ไว้ทำให้คนเกิดมาไง” ผมพูดก่อนจะพาร่างสูงโปร่งของตัวเองวิ่งขึ้นบันได

“ถ้าเรามีเซ็กส์กัน…ฉันก็จะรู้สึกถึงความสุขใช่ไหม?” ผมหยุดชะงักอยู่หน้าห้องเพราะคำถามนั้น

“นี่นายนะมีตัวตนหรือไง? คนจะมีเซ็กส์ได้มันต้องมีตัวตนก่อนสิ” มือของผมสแกนที่ประตูหน้าห้องก่อนจะเปิดเข้าไปและพุ่งตรงไปยังห้องน้ำเพื่ออาบน้ำทันที ซ่าา เสียงน้ำจากฝักบัวไหลลงมาพร้อมผมที่เงยหน้ารับความสดชื่นนั้นอย่างเต็มที่

“เย็นไหม?” เสียงขี้สงสัยดังขึ้นมาอีกครั้ง

“อาบน้ำอุ่นจะเย็นได้ไงกันเล่า!” ผมพูดก่อนจะหยิบแชมพูขวดใหม่มาสระผม

“กลิ่นนี่หอมดีจัง..”

“นี่มันไม่ดูโรคจิตเกินไปหน่อยหรอถึงจะเป็นแค่เสียงในหัวก็เถอะ! ทำให้รู้สึกโดนคุกคามยังไงก็ไม่รู้” ผมพูดออกมาด้วยความรู้สึกขนลุก แต่ที่จริงแล้วมันก็เป็นแบบนี้แทบทุกวันพอถึงเวลาอาบน้ำทีไรผมไม่เคยจะชินเลย

“โรคจิตเป็นยังไง?” ยังมันยังสงสัยไม่หยุด

“ก็ชอบเรือนร่างอะไรพวกนี้ละมั้ง..” ผมพูดก่อนจะหยิบฝักบัวมาล้างฟองออก

“งั้นนายก็เป็นโรคจิตสิ.. นายชอบเรือนร่างที่มีหน้าอกโต”

“อ้ากกก! เชี่ยเอ้ยฟองเข้าตาเลย พูดบ้าอะไรเนี่ยย ” ทันทีที่ไอ้เจ้าเสียงบ้านั้นพูดถึงหน้าอกผมก็เผลอลืมตาจนทำให้น้ำที่ล้างฟองอยู่ไหนเข้าตาจนรู้สึกแสบไปหมด

“ตลกดี..” เสียงนั่นพูดด้วยอารมณ์ที่เรียบเฉยและนั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวกับเสียงนั้นคือ เขาไร้อารมณ์และความรู้สึก ผมไม่เคยได้ยินเสียงเขาหัวเราะหรือร้องให้เลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะสมองผมตัดจิตนาการส่วนนั้นออกไปด้วยหรือเปล่าเลยทำให้เสียงในหัวไม่มีสิ่งนี้

ผมเดินออกจากห้องน้ำก่อนจะเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อแต่งตัวและผิวปากไปด้วยอย่างสบายใจ

“วันนี้ใส่ชุดแบบไหน?” เสียงขี้สงสัยดังขึ้น

“วันนี้จะแต่งตัวสบายๆ ใส่แค่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ เอาตัวไหนดี?” ผมพูดพร้อมกับชูกางเกงยีนส์สีซีดและเข้มให้ตัวเองดู

“ฝั่งซ้าย..”

“เลือกมั่วๆ อีกแล้วอะดิแต่จะใส่แล้วกันนะยังไงนายก็คือความคิดฉันนี่” ผมพูดก่อนจะหยิบกางเกงยีนส์สีเข้มมาใส่

“🎶คอสอายยอะอะอาย~ โนวอทยูไลก์บอย🎶 ” หลังจากแต่งตัวเสร็จผมก็ออกสเต็ปแด๊นซ์ไปอีกหนึ่งรอบพร้อมกับร้องไปด้วย เพื่อยืดหยุ่นร่างกาย

“เพลงอะไร?” เจ้าขี้สงสัยถามขึ้นมาทันที

“Hype boy วง Newjeans ไงวันนี้ใส่ยีนส์ตัวใหม่เลยอยากร้องขึ้นมา จะว่าไปฉันยังไม่เคยเปิดให้นายฟังนี่…งั้นเปิดเลยล่ะกัน” ผมเดินไปหยิบหูฟังบูทูธก่อนจะเชื่อมต่อและเปิดเพลงที่ว่าฟัง จากนั้นก็สะพายกระเป๋าสีน้ำตาลแบบสะพายด้านข้างก่อนจะเดินออกไปใส่รองเท้าและให้คนขับรถพาออกไปส่งยังจุดหมายนั้นก็คือ บ้านลุงหมอศักดิ์ดา

คอมเมนต์

Chapter List